เรื่องราวของพลังงานที่เปลี่ยนร่างกายคนทำงาน
หลายปีก่อน มีน้องผู้ชายคนหนึ่งทักเข้ามาหาผม เขาแล้วพิมพ์ประโยคที่ผมเห็นบ่อยๆจากคนในวัยทำงาน ว่า
“ผมอยากผอมดูดี ผมไม่ได้ขี้เกียจนะครับ แต่ผมไม่มีเวลาไปยิมจริงๆ พี่พอจะมีอะไรแนะนำไหมครับ?”
เขาอายุประมาณ 30 ปี ทำงานออฟฟิศ ในหนึ่งวันนั่งหน้าคอมพิวเตอร์เกือบ 10 ชั่วโมง
ออกกำลังกายบ้าง… ไม่แน่ใจว่าบ่อยแค่ไหน สัปดาห์ละกี่ครั้ง
แต่รูปร่างก็ยังไม่เปลี่ยน
สูงประมาณ 175 เซนติเมตร
น้ำหนักของเขาอยู่ที่ 82 กิโลกรัม
Body fat ประมาณ 24%
เขาไม่ได้ต้องการหุ่นนักเพาะกาย
เขาแค่ต้องการ
– ลดไขมัน หน้าท้อง
– มีกล้ามเนื้อเล็กน้อย
– และดูดีขึ้นในเสื้อเชิ้ตทำงาน
ผมคิดว่านี่คือ เรื่องราวของคนทำงานจำนวนมาก ไม่ใช่แค่เขาคนเดียว
ปัญหาที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิด
เมื่อคนอยากลดไขมัน คำแนะนำที่มักจะได้ยินคือ
– ต้องออกกำลังกายให้มากขึ้น
– ต้องคาร์ดิโอให้หนัก
– ต้องกินให้น้อยลง
แต่ความจริงแล้ว ปัญหามักไม่ได้อยู่ที่ “ต้องมีเวลาการออกกำลังกายที่เยอะ”
ปัญหาอยู่ที่ -> ระบบพลังงานของชีวิตทั้งวัน
หรือสิ่งที่เรียกว่า “Energy Expenditure”
ง่าย ๆ คือ ร่างกายของเรามีการใช้พลังงานตลอดทั้งวัน ไม่ใช่แค่ตอนออกกำลังกาย
ร่างกายใช้พลังงานจาก Energy Expenditure
ผมได้เขียนอธิบายเอาไว้แล้วตั้งแต่ Ep1 – Ep7 กดเข้าไปอ่านกันได้ครับ
– EP.1 Overview of Energy Expenditure
– Ep2 Energy Expenditure: งบรายวันของร่างกายคุณ
– Ep.3 Energy Expenditure: BMR
– Ep.3.1 Energy Expenditure: BMR Calculation
– EP 4: NEAT – ตัวแปรลับที่มนุษย์ออฟฟิศพลาดมากที่สุด
– EP 5: Exercise Activity Thermogenesis (EAT)
– EP 6: TEF และโภชนาการ – กินยังไงให้เผาผลาญมากขึ้น
– EP 7: Energy Balance ที่คนเข้าใจผิดที่สุด

กลับมาที่ผู้ชายคนนั้น
เมื่อผมลองคำนวณ BMR ของเขา
มันออกมาประมาณนี้ BMR ~1750 kcal, TDEE ~2350 kcal
และข้อมูลสิ่งที่เห็นชัดที่สุดคือ NEAT ต่ำมาก เพราะเขานั่งเกือบทั้งวัน
ร่างกายแทบไม่ได้เคลื่อนไหวเลย
ผมแนะนำให้เขาเริ่มจากสิ่งที่ง่ายที่สุด คือ ขยับตัวให้มากขึ้น
เขาเริ่มทำสิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้
– เดิน 10 นาทีทุก 2 ชั่วโมง ที่นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์
– ใช้บันไดแทนลิฟต์
“ตั้งเป้า 8,000–10,000 ก้าวต่อวัน”
สิ่งเหล่านี้เพิ่มการใช้พลังงานได้ประมาณ
300–500 kcal ต่อวัน และช่วยลดอาการ Office Syndrome ด้วย
โดยที่ยังไม่ได้เพิ่มการออกกำลังกายเลย
เมื่อ lifestyle เริ่มนิ่ง จากนั้นจึงเพิ่มการฝึก Resistance Training 3 วันต่อสัปดาห์ หลังเลิกงานอย่างเป็นระบบ เน้นท่าพื้นฐาน เช่น
* Squat
* Bench Press
* Row
* Deadlift
* Crunch
แบบนี้ในทุกวันจันทร์, พุธ, และวันศุกร์ เพื่อใหม่ให้หนักจนเกินไป
หลังจากนั้น 12 สัปดาห์ ร่างกายของเขาเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
น้ำหนักลดจาก 82 kg → 76 kg
Body fat ลดจาก 24% → ประมาณ 17–18%
แต่สิ่งที่สำคัญกว่าตัวเลขคือ
**Energy Expenditure หรือ TDEE ของชีวิตเขาเปลี่ยนไป**
จากประมาณ 2350 kcal ต่อวัน
กลายเป็นเกือบ 2900 kcal ต่อวัน
เมื่อร่างกายใช้พลังงานมากขึ้น -> การลดไขมันก็ง่ายขึ้นมาก
โดยไม่ต้องทรมานกับการอดอาหาร
นี่คือหัวใจของซีรีส์ Energy Expenditure
ตลอดหลายตอนที่ผ่านมา เราได้พูดถึง
-
BMR (Basal Metabolic Rate)
-
NEAT (Non-Exercise Activity Thermogenesis)
-
EAT (Exercise Activity Thermogenesis)
-
TEF (Thermic Effect of Food)
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่ทฤษฎีในตำรา physiology
เมื่อคุณเข้าใจ Energy Expenditure จริง ๆ คุณจะสามารถคำนวณและทำความเข้าใจได้ว่า
– ร่างกายของคุณต้องการสารอาหารเท่าไหร่ ควรกินสารอาหารอะไรมากน้อยเท่าไหร่
– ควรออกกำลังกายแบบไหน
– หรือควรเริ่มต้นอย่างไร
และนั่นคือจุดที่วิทยาศาสตร์การออกกำลังกาย
เปลี่ยนจาก “ความรู้” กลายเป็น ผลลัพธ์จริงของชีวิต
นี่คือสิ่งที่ผมทำกับลูกค้า
ก่อนจะเริ่มโปรแกรม ผมมักจะเริ่มจากการวิเคราะห์
-
Body composition
-
Lifestyle
-
Activity level
-
Energy expenditure
จากนั้นจึงออกแบบ
-
โครงสร้างการฝึก
-
กลยุทธ์เพิ่ม NEAT
-
แนวทางโภชนาการ
-
และ progression ระยะ 4–12 สัปดาห์
เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้จริง



